คุณ ปมุข อัจฉริยะฉาย

engEnglishthaiไทย
Browse by alphabet
Browse by location
Phuket special directory
Phuket newsletter
Get special directory info, exclusive to you.
We value your privacy

HomePeople Posh Life › Pamuke Achariyachai
ความภูมิใจของชาวภูเก็ต

คุณ ปมุข อัจฉริยะฉาย คุณ ปมุข อัจฉริยะฉาย
ประธานกรรมการ กะตะ กรุ๊ป
Honorary Consul-General of Finland in Phuket

“หากเพียงคุณเริ่มจากศุนย์ นั่นไม่บ่งบอกว่าคุณจะสามารถไม่ก้าวเดินไปถึงสิบได้”

คุณปมุข อัจฉริยะฉาย – ผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของ โรงแรมกะตะ และ รีสอร์ท กรุ๊ป เขาเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด และเมื่อประมาณ 29 ปีก่อน ขณะนั้นเขายังไม่มีประสบการณ์ในการดำทำธุรกิจด้านโรงแรม คุณปมุขได้เดินทางมาภูเก็ตและประกอบธุกิจ “บ้านพักตากอากาศหลังเล็กๆ” 9 หลัง มาจนถึงปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 ห้อง ในเครือ กะตะ กรุ๊ป

ประวัติ

คุณ ปมุข อัจฉริยะฉาย เจริญเติบโตมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ได้ศึกษาต่อคณะการตลาด ที่วิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นเขาได้ทำงานที่ธนาคาร ก่อนที่จะเรียนต่อปริญญาตรี และปริญญาโท ที่ประเทศฟิลิปปินส์

ก้าวแรกในการประกอบธุรกิจ

“ประมาณ 29 ปีที่แล้ว ผมได้เดินทางมาที่นี่ ด้วยการมองหาโอกาสต่างๆ แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เจาะจงว่าจะเป็นอะไร และผมได้รับโอกาสทองจากคนๆหนึ่งที่เขาต้องการจะปิดกิจการบังกะโล ตรงหน้าหาดกะตะ ผมจึงเข้าดำเนินกิจกาจต่อ ด้วยการทำสัญญาซื้อขายจากเขา”

“ขณะนั้น ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าตัวผมไม่ได้คิดอะไรเลยนะ – ผมทำงานอย่างหนัก ด้วยการซ่อมบังกะโลที่เน่าเปื่อยทั้ง 9 หลัง และจัดการเปลี่ยนรูปโฉมเสียใหม่ ผมว่านั่นเป็นอะไรที่ดีกว่าการประกอบตัวบังกะโลด้วยไผ่ และเป็นที่หลับนอนทั่วๆไป ”

“ผมว่า การที่ 'ไม่มีอะไรมาคั่นระหว่างเราและทะเล' นั้น เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการ และทุกๆครั้งที่นักท่องเที่ยวกลับไปยังประเทศของเขา เรารู้สึกว่าพวกเขามีความประทับใจแค่ไหน ด้วยการที่เราได้พบเห็นจากการเขียนคำชมและขอบคุณเราในนิตยสาร หรือแม้แต่หนังสือต่างๆ – และนี่เป็นสิ่งที่ช่วยให้บังกะโลของเรามีชื่อเสียงมากขึ้น จากราคา 40 บาท ต่อคืน เพิ่มไปสูงถึง 550 บาทต่อคืน ผมว่าประสิทธิภาพของ 'การบอกต่อผู้อื่น' นั้นมีความยิ่งใหญ่จริงๆ”

ก่อตั้ง กะตะ กรุ๊ป

“หลังจากนั้น ผมสามารถซื้อที่ดินต่างๆ ได้ โดยกู้ยืมเงินด้วยการประกันจากฐานะทางการเงินที่มี - ผมตัดสินใจปรับเปลี่ยนบังกะโลทั้ง 9 หลัง ด้วยโครงการชิ้นแรก คือ 'กะตะ รีสอร์ท บีช' ตามมาด้วย 'กะรน อินน์' ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อมาเป็น 'ออคิดส์ รีสอร์ท แอนด์ สปา' และต่อเนื่องด้วย 'กะรน บีช รีสอร์ท' ที่เติบโตมาจาก 'กะตะ อินน์ 85' โดยเมื่อเร็วๆนี้ ผมก็เพิ่งเปิดตัว 'กานดาบุรี รีสอร์ท แอนด์ สปา' บนเกาะสมุย ทั้งหมดนี้ผมเริ่มมาจาก บังกะโล เล็กๆ 9 หลังที่มี จนมาวันนี้ มากกว่า 1,000 ห้อง แต่ตอนนี้ผมคงต้องหยุดการขยายเพราะ พิษเศรษฐกิจที่เลวร้ายใน ขณะนี้”

ความสำเร็จไม่ได้มาด้วยการเสี่ยง

“เมื่อครั้งที่ผม ดำเนินธุรกิจบังกะโล ผมทำงานอย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียว ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และควบคุมธุรกิจด้วยตัวเอง พร้อมด้วยพนักงานประมาณ 4 - 5 คน ผมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าของผมเสมอ เอาใจใส่เขาเหมือนเพื่อน - ผมยึดถือหลักปรัชญานี้มาตลอดการทำงาน”

“ผมทำธุรกิจมายาวนานถึง 30ปี ผมเชื่อเสมอว่า ทรัพยากรมนุษย์ คือ กุญแจที่สำคัญในการประสบความสำเร็จ เพราะว่าคนเราให้บริการซี่งกันและกัน - ถ้าเข้าใจ ระบบความคิดเช่นนี้ ความสำเร็จก็ไม่ยาก”

“ธุรกิจด้านนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ คุณ ผม ลูกค้า และโรงแรม แต่ยังต้องสร้างความสัมพันธ์กับหลายๆธุรกิจ เช่น ตัวแทนสำนักท่องเที่ยว บางครั้งอาจเกิดข้อผิดพลาดในการสื่อสารซึ่งเกี่ยวข้องกับพนักงาน และเราจะไม่ตำหนิใครทั้งนั้น แต่เราจะหาทางแก้อย่างรวดเร็วเพื่อให้ลูกค้าได้รับความพอใจ – การประชาสัมพันธ์ คือทุกๆอย่าง และ ความประทับใจที่งดงาม คือสิ่งสำคัญมาก”

“จริงๆแล้วการบริการไม่ใช่ความซับซ้อน เพียงแค่ใจรักในการทำงานเท่านั้น เข้าใจลูกค้า เพือ่ให้ได้รู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด ใส่ใจในทุกรายละเอียด และปฎิบัติอย่างถูกวิธีเมื่อเกิดปัญหาขึ้น – หลายๆคนสงสัยว่าทำไมพวกผม ถึงประสบความสำเร็จ ผมว่ามันง่ายมาก เพียงแค่คุณทำตามอย่างที่ผมพูด เท่านั้นเองครับ !”

นอกเหนือจากชีวิตการทำงานของ คุณปมุข อัจฉริยะฉาย – เขาได้แต่งงานกับคุณธันย์รัศม์ อัจฉริยะฉาย เธอเป็นชาวภูเก็ต และเป็นสมาชิกวุฒิสภาหญิงคนแรก ของเกาะภูเก็ต – ด้วยสิ่งนี้เองทำให้ชีวิตของ คุณปมุข มีความหมายยิ่งขึ้น และวันนี้เราจะพาคุณไปสัมผัสอีกด้านหนึ่งของเขา

คุณปมุข แต่งงานเมื่ออายุ 38 ปี และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้ทายาทหนึ่งคน “ตอนนี้ลูกชายอายุ 17 ปี กำลังรอเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซ็ท ประเทศอเมริกา”

ลูกชายจะเรียนต่อคณะอะไร และความมุ่งมั่นของเขาหลังเรียบจบมหาวิทยาลัย

“ผมหวังว่าเขาจะมีความสนใจในเรื่องของการบริหาร และท่าทางของเขาก็เป็นเช่นนั้น แต่ผมไม่สามารถยืนยันได้ว่า เขาจะกลับมาเป็นเจ่าของโรงแรม แต่ถ้าเขาต้องการที่จะเป็นเช่นนั้น ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียว และถ้าเขาต้องการทำตามความฝันของเขาเอง ผมและภรรยาก็เคารพในการตัดสินใจเช่นนั้น แต่อย่างน้อยที่สุดอยากให้เขาสนใจเรื่องการบริหารเอาไว้บ้าง”

“สิ่งที่พ่ออย่างผมต้องการมากที่สุดคือ อยากเห็นเขาเป็นคนดีและเป็นคนที่ใครๆก็รักใคร่เอ็นดู เมื่อเวลาพูดคุยกับผู้คน ผมสอนเขาให้วางตัวให้เป็นคนที่น่านับถือและในขณะเดียวกันต้องเป็นคนที่ถ่อมตัว โดยปกติผมและเขาจะพูดภาษาท้องถิ่นด้วยกัน - ผมเชื่อว่าจะทำให้เขาระลึงถึงและสำนึกรักบ้านเกิด อย่างที่ผมเป็น”

คุณปมุข มีวิธีลดช่องว่างระหว่างวัยกับลูกชายด้วยวิธีการใด

“โลกของเราเปลี่ยนไปมาก ทุกวันนี้เด็กวัยรุ่นมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าในสมัยก่อน และพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ - ผมให้อิสระเขาในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และทางผมก็จะคอยดูไกลๆ จะคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นจริงๆ เราจะให้อิสระในการแสดงออกทุกๆด้าน จึงได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น ผมและภรรยาไม่เคยกดดันเขา แต่เราจะทำให้สร้างบรรยากาศเพื่อให้เขาได้มองเห็นมุมมองและทัศนะคติของเรา”

เวลาพักผ่อน

“กว่าผมจะผ่านมาจนถึงจุดนี้ได้ ผมใช้ระยะเวลานาน และตอนนี้ทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ทำให้ผมได้มีเวลาว่างมากขึ้น และสิ่งที่ผมสนใจในส่วนของการพักผ่อน คือ การท่องเที่ยว” “ผมโชคดีที่มีภรรยาคอยเอาใจใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของอาหารการกิน เรารู้ว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญเพื่อทำให้เรามีเวลานานขึ้นที่จะอยู่กับลูกชายของเรา”

ชีวิตของคุณปมุขไม่ได้ยึดติดอยู่กับธุรกิจเสมอ เขามีความใส่ใจต่อสังคมภูเก็ตมาก - เขาเคยได้รับตำเหน่งเป็นประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต และ ประธานสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต – ความรับผิดชอบ ณ ตอนนั้น คือ เป็นการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวฟินแลนด์

หลังจากเหตุการณ์ สึนามิ ในคราวนั้น คุณปมุขได้รับตำแหน่งจากเอกอัคราชทูตฟินแลนด์ ประจำประเทศไทย - “กงสุลกิตติมศักดิ์ ประเทศฟินแลนด์ ในจังหวัดภูเก็ต”

คุณปมุข ใส่ใจในรายละเอียดในภาระหน้าที่ ที่เขาต้องตอบแทนสังคมเป็นอย่างมาก “ผมเชื่อว่าทุกๆคนควรที่จะตอบแทนสังคม ที่ทำให้เรามีที่อยู่ที่กินได้ และไม่ควรเกี่ยวข้องในเรื่องของเงิน แต่เป็นเรื่องที่ดีงามในตัวบุคคลเอง ซึ่งเราสามารถดำเนินชีวิตที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ และปราศจากปัญหาต่างๆ ผมให้พนักงานของผมระลึกถึงกฏข้อนี้อยู่เสมอๆ และให้คิดเช่นนั้นด้วย หรือถ้ามากกว่านั้นความคิดเช่นนี้อาจจะช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิม”

สิ่งที่คุณปมุข ทำเป็นกิจวัตรคือ การบริจาคทรัพย์สมบัติของเขา เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน โดนเฉพาะ ลูกหลานของพนักงานในโรงแรม “แต่ผมไม่ได้ให้ง่ายๆนะ ผมต้องคุยกับพ่อแม่เขาก่อน และทำความเข้าใจว่า สิ่งใดที่จะได้กลับไป เช่น ความเป็นอยู่ของเขาที่ดีขึ้น จากพื้นฐานที่เรียบง่าย”

“ผมรู้ดีว่า คนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน แต่เรามีความเป็นมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคุณมีเงินร้อยล้าน หรือร้อยบาท ทุกชีวิตต้องล้วนใชเงินนั้นประทังชีวิตและที่สำคัญต้องการความเคารพซึ่งกันและกัน ผมภูมิใจที่ได้ให้ความช่วยเหลือ และรู้สึกเสียใจที่ คนร่ำรวยอีกหลายคนไมได้คิดเช่นนั้น บางครั้งแค่ 10เปอร์เซ็นต์ จากคนร่ำรวย อาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้”

ณ วันนี้ ทางทีมงานขอขอบพระคุณ คุณปมุข ที่เสียสละเวลาอันมีค่าและเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสังคมภูเก็ตของเราจะเต็มไปด้วยคนที่มีความคิดดีๆเช่นเขา


1 I 2  


Go to top Go to top
 

Advertisement